Shat's profilethe stupid fat guyPhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
the stupid fat guyผมศรัทธาในร่างทรงแห่งความใคร่ ที่นักเขียนประโลมโลกเรียกว่า "ความรัก" November 16 ย้ายที่เขียนMay 05 สุขสันต์วันเกิดครบรอบ ๒๓ ปีวันเสาร์ วันนี้วันเกิดผมครับ ครบ ๒๓ ปี เป็นคนบริสุทธิ์มา ๒๓ ปี เพื่อนเบียร์โทรมาอวยพรแต่เช้าเลย ขอบใจมาก March 06 เรื่องเล่าที่เกิดขึ้นจริงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้วันอังคาร
ดิฉันเป็นคนคนหนึ่งที่เติบโตมาในจังหวัดปัตตานี 1 ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ที่ขณะนี้กำลังประสบปัญหา ความทุกข์ร้อนแสนสาหัส เนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบจากการก่อการร้าย
เรื่องราวต้นเหตุนั้นไม่ทราบแน่ชัด เนื่องจากหลังจากเกิดเหตุการณ์ได้ 2 ปี ดิฉันก็เข้าไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพ
ถ้านับตอนนี้ก็เป็นเวลาหนึ่งปีมาแล้วที่ดิฉันต้องจากบ้าน และทิ้งครอบครัวไว้เบื้องหลัง ท่ามกลางความเสี่ยงต่อชิวีต
ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีทางจะต่อสู้ได้ ความรับผิดชอบที่จะต้องศึกษาเล่าเรียน สร้างความเครียดและวิตกกังวลให้ดิฉันตลอดเวลา
เพราะเหตุที่ไม่สามารถอยู่ดูแลปกป้องหรืออย่างน้อยเป็นกำลังใจให้กันและกัน กับครอบครัวได้เลย และอาจจะไม่ได้รับรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
รู้ได้เพียงแค่ทุกคืนที่พ่อโทรมา จะพูดว่า ตั้งใจเรียนนะลูก เดี๋ยวนี้ทางบ้านแย่มาก
ดิฉันเองยิ่งรู้สึกทุกข์ใจนักเพราะไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้เลย นอกจากนั่งดูเหตุการณ์ผ่านทางโทรทัศน์เท่านั้น เพราะพ่อไม่ยอมบอก
ทุกครั้งที่มีโอกาส ดิฉันจะพยายามกลับบ้านอยู่ตลอดเวลา แต่นั่นก็ทำได้เพียงแต่เทอมละครั้ง
หรืออย่างมากที่สุด เทอมละ 2 ครั้ง เพราะการเดินทางนั้นนอกจากจะต้องใช้เวลามากแล้ว ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงด้วย
ซึ่งครอบครัวของดิฉันถึงแม้จะพอมีกินมีใช้อยู่บ้าง ไม่ได้อัตคัดเหมือนครอบครัวชาวบ้านอื่นๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถใช้จ่ายได้อย่างสะดวกเหมือนเก่า
เพราะสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้เศรษฐกิจที่ดิฉันกล้าพูดได้เลยว่า เคยเจริญรุ่งเรืองมากของจังหวัดปัตตานี พังทลายลงอย่างไม่น่าเชื่อ
ตลาดโต้รุ่งในเมืองที่แต่ก่อน เคยเปิดจนถึงตีหนึ่งตีสอง และเต็มไปด้วยประชาชนคับคั่งหนาตานั้น
บัดนี้ เหลือให้เห็นเพียงรถเข็น จอดเคียงกันบ้าง เว้นช่องบ้าง และชาวบ้านทั่วไป ก็ต้องรีบกลับเข้าบ้านกันหมดตั้งแต่ 2 ทุ่ม
ลองคิดดูสิคะ ในขณะที่พื้นที่อื่นในประเทศไทย เวลานี้ อาจจะกำลังคึกครื้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย มีความสุขกัน
ถ้านึกภาพไม่ออกก็ลองนึกถึงถนนในเมืองที่ร้างไม่มีรถหรือผู้คนดูสิคะ
ดิฉันจะขอเล่าเหตการณ์ย้อนหลังไปสักหน่อย สมัยที่ยังเรียนอยู่มัธยม โรงเรียนของดิฉันนี้มีกิจกรรมให้นักเรียนทำร่วมกันมากมาย
กิจกรรมที่ว่านี้ ทำให้พวกเรานักเรียน มีความสุขมาก และไม่เคยรู้จักเหน็ดเหนื่อยกับการทำงาน กลับบ้านดึกแค่ไหนก็ได้
หรือนักเรียนส่วนใหญ่ที่อยู่หอพัก ก็กลับหอพักกันไป ดึกแค่ไหนไม่ต้องกังวลกับเหตุการณ์ร้ายๆที่อาจจะเกิดขึ้น
แต่นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์มานั้น ทำให้โรงเรียนของดิฉันยกเลิกการทำกิจกรรมเกือบทั้งหมด
รวมทั้งมีนโยบายให้นักเรียนห้ามอยู่ในโรงเรียนเกิน 6 โมงเย็น ซึ่งนับเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างหนึ่ง
เพื่อนของดิฉันหลายคน ที่ผู้ปกครองให้ย้ายโรงเรียนกลับไปเรียนที่จังหวัดบ้านเกิด หรือไปกรุงเทพ เพื่อความปลอดภัย
ด้วยความเป็นวัยรุ่น ความรักเพื่อน ทำให้ไม่มีใครอยากไปไหน แต่ก็ทำได้แค่กอดกันร้องไห้ ปลอบโยนกันไปต่างๆนาๆ
ถึงแม้เรื่องนี้จะมีผลกระทบต่อชีวิตวัยเรียนของนักเรียนมากแค่ไหน แต่ก็นับว่าเล็กน้อยขี้ประติ่วมากถ้าหากเทียบกับความเดือดร้อนที่ชาวบ้านตาดำๆต้องเจอ
ที่บ้านของดิฉันเป็นร้านค้า มีลูกค้าที่รู้จักกันมากมาย วันๆหนึ่งที่นั่งเฝ้าร้าน ก็จะได้ยินเสียงคนมาบอกข่าวกับพ่อ
ว่ามีคนตาย ที่ไหน ตายอย่างไร ไม่เว้นแต่ละวัน แล้วแต่ว่าจะวันละกี่ครั้งเท่านั้น จังหวัดที่เล็กๆอย่างนี้ ใครๆก็ดูเหมือนจะรู้จักกันไปหมด
จะรู้สึกอย่างไรถ้าคนรู้จักถูกฆ่าตายรายวัน แล้วตายอย่างน่าอนาถด้วย รวมถึงเวลานึกถึงตัวเอง
ว่าอาจจะประสบเหตุการณ์อย่างนั้นเข้าซักวัน ยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตอย่างสุดจะบรรยาย
เมื่อปีใหม่ที่ผ่านมา ดิฉันกลับบ้าน ทันทีที่ก้าวเท้าแรกเข้าบ้านนั้น ก็ได้ยินเสียงคนวิ่งมาบอกป้าว่า คนเก็บขยะ ตายซะแล้ว
คนเก็บขยะคนนี้เป็นคนแก่ สติไม่ค่อยสมประกอบ คอยเก็บขยะไปขายเรื่อย ดิฉันเองเคยให้เงินช่วยเหลือเขาอยู่บ่อยๆ
คุณตาอายุเจ็บสิบกว่าปีคนนี้ ไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใครทั้งสิ้น แถมยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยซักนิด ถูกฆ่าตาย ด้วยลูกตะกั่วลูกหนึ่ง ก่อนที่จะตัดหัวทิ้ง
ดิฉันได้แต่นั่งเสียใจ และเจ็บใจ แต่ก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้ อาจจะเป็นเพราะด้วยความเป็นวัยรุ่น คึกคนอง ยิ่งอยากจะสู้เท่าไหร่ แต่ทำไม่ได้ ก็ยิ่งเจ็บใจมากขึ้น
ดิฉันเคยถามใครต่อใคร ว่าทำไมไม่สู้ ลุกขึ้นสู้ เราหนีทำไม กลัวทำไม พวกโจรยิ่งได้ใจ แต่คำตอบที่ได้รับกลับมานั้นเหมือนกัน
เราจะเอาอะไรไปสู้กับเขา เราอยู่ในที่แจ้ง แต่เขาอยู่ในที่มืด เขามาอาวุธสงครามครบมือ ฝึกซ้อมการรบมาอย่างชำนาญ แล้วเรามือเปล่า สู้ไป ก็มีแต่ตาย
เพื่อนในคณะดิฉันคนหนึ่งเคยถามว่า ถามจริงๆอยู่ปัตตานี ไม่กลัวหรอ ย้ายสิ อยู่เข้าไปได้ยังไง เมื่อถามจริงๆแล้ว ดิฉันก็ตอบตามตรง
กลัวน่ะกลัว แต่จะให้ทำยังไง บอกให้ย้าย แล้วคิดว่ามันง่ายนักหรอ ย้ายไปไหน แล้วย้ายไปทำอะไร ในเมื่ออยู่กันมาตั้งกี่ชั่วอายุคนแล้ว คนไม่เจอเอง ไม่รู้หรอก
ดิฉันเพิ่งรู้ว่า ความรู้สึกที่แสนสาหัสของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ไม่มีใครรับรู้ได้เลย และไม่มีใครเข้าใจ จริงๆ ต่างมองว่าเราเป็นตัวปัญหาของชาติเท่านั้น
ดิฉันพูดอย่างนี้ อ้างอิงจากที่สัมผัสกับคนในคณะเท่านั้นนะคะ ต้องขออภัย คนอื่นจริงๆ แต่นี่เป็นความรู้สึกน้อยใจ ของคนไทยด้วยกันคนหนึ่งเท่านั้น
ถ้ายังจำกันได้เมื่อตรุษจีนที่ผ่านมาทุกจังหวัดทั่วประเทศต่างก็มีการจัดงานฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ สนุกสนาน
แต่ในเวลาเดียวกันนั้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับเกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ยิ่งใหญ่มากครั้งหนึ่งในรอบปี
คนร้ายป่วนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และ 3อำเภอของจังหวัดสงขลา โดยเริ่มปฏิบัติงานช่วงพลบค่ำ
ลอบวางระเบิดโรงไฟฟ้าย่อยทำให้ในอำเภอเมืองปัตตานี ไฟดับหมด และลอบเผาสถานที่สำคัญในหลายพื้นที่ของปัตตานี
เผาโรงเรียนหลายแห่งในนราธิวาส วางระเบิดที่อ.สุไหงโก-ลก นราฯ และอ.เบตง ยะลา รวมถึงไล่ยิงผู้คนในสามจังหวัด
รวมเหตุร้ายร่วมเกือบ 50 พื้นที่ มีผู้เสียชีวิต 7 รายและบาดเจ็บร่วม 50 คน
แต่หากนับตั้งแต่เหตุการณ์ปล้นปืนเมื่อต้นปี 2547 แล้ว ยอดผู้เสียชีวิตรวมเป็น 2083 ศพ
เหตุการณ์วันนั้น ดิฉันได้รับรู้จากเพื่อนที่โทรมาบอกข่าวกัน เนื่องจากมีคนรู้จักเป็นทหาร ว่า อาจจะมีการบุกเมือง โดยยิงกราดเข้าไปในบ้านคน
จิตใจของดิฉันไม่อยู่กับเนื้อกับตัว รวมถึงโทรติดต่อพ่อทางโทรศัพท์มือถือไม่ได้ (โดนตัดสัญญาณหมด )
ครั้นจะโทรเข้าบ้าน ก็กลัวว่า ถ้าพ่อลงไปรับโทรศัพท์แล้วจะถูกยิงกราดใส่ ในสมอง นึกภาพเมืองที่มืดมิดไปหมด ผู้ก่อการร้ายขี่มอเตอร์ไซด์ ว่อนทั่วเมือง พร้อมด้วยอาวุธสงคราม
ทำได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้มีอะไรเกิดขึ้นเลย หลังสี่ทุ่มไปแล้ว ไฟฟ้าก็กลับมาใช้ได้ปกติ ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่มากๆ
ทำงานซ่อมไฟฟ้าขณะนั้น ต้องเสี่ยงด้วยชีวิตเลยทีเดียว เพราะอาจจะโดนซุ่มยิงได้ตลอดเวลา
ในตอนเช้า เรื่องที่ดิฉันไม่เคยนึกถึงมาก่อนก็เกิดขึ้น พ่อของข้าพเจ้าโทรมาบอกว่า โกดังของที่บ้านข้าพเจ้าโดนเผาหมด
ตำรวจเพิ่งโทรมาบอกตอนเช้า พ่อบอกว่าเสียหายหมด
ดิฉันสงสารพ่อมาก นั่งน้ำตาไหล แต่นี่ก็เป็นเพียงเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดกับครอบครัวของดิฉันเองเท่านั้น ยังมีเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นอีกมากมาย ในคืนเดียว
คนรู้จักของดิฉัน ทำบริษัทรับเหมาก่อสร้าง อยู่ชานอำเภอเมืองขณะที่ไฟดับหมดนั้น พวกโจรชั่ว ก็บุกเข้าไปยิงกราดแล้วตะโกนบอกพวกคนงาน กับรปพ.ว่า
พวกม*งไม่เกี่ยวให้ออกไปให้หมด คนงานวิ่งหนีกันหัวซุกหัวซุน เอาชีวิตรอด คนใจหยาบพวกนั้น ลงมือราดน้ำมัน แล้วเผาทุกอย่าง
โดยที่เจ้าของได้แต่ยืนแอบมอง อยู่บนบ้าน ที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน มือหนึ่งก็ถือปืน เพื่อระวังป้องกันตัวเอง
แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ลืมบอกไปว่า มันบุกเข้ามาประมาณ 20 กว่าคน แต่ก็เป็นโชคดีของเจ้าของบ้าน
ที่มันไม่ได้บุกเข้าไปถึงบ้าน แล้วเผา หรือ ฆ่า ความเสียหายนั้นไม่ต้องพูดถึง ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท
ลองนึกถึงคนที่ต้องอยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนั้น แล้วต้องมองดูทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างมากับมือพังไปต่อหน้าต่อตา ว่ามันเลวร้ายแค่ไหน
ดิฉันจะกลับบ้านหลังจากสอบกลางภาคเสร็จ แต่เหตุการณ์นั้นรุนแรงจนเกือบทำให้ดิฉันไม่ได้กลับบ้าน ใครๆต่างก็เป็นห่วงเรื่องการเดินทาง (จากสนามบินหาดใหญ่-ปัตตานี)
เพราะคนขายโจ๊กหมูสับในตลาดโต้รุ่งนั้นถูกยิงตาย เนื่องจากเขาพาพ่อที่ป่วยไปฟอกไตที่โรงพยาบาลในยะลา
ขากลับขับรถผ่านตลาดแห่งหนึ่ง คนเยอะ ทำให้ต้องชะลอความเร็ว พวกโจรชั่ว ขี่มอเตอร์ไซด์มาขนาบข้าง แล้วยิง เข้าที่ศีรษะพอดี เสียชีวิตคาที่
ผู้เป็นพ่อนั่งอยู่ข้างๆนั้นบาดเจ็บเล็กน้อยเพราะโดนเศษกระจก แต่เขาเป็นโรคอัมพฤก หรืออัมพาตด้วย ไม่แน่ใจ ทำให้ไม่ทราบเลยว่า ลูกชายนั้นได้เสียชีวิตแล้ว
จนบัดนี้ผู้เป็นพ่อรับรู้เพียงว่า ลูกชาย โดนเศษกระจกเท่านั้น ยังมีชีวิตอยู่ และบาดเจ็บไม่มาก เพราะคนในบ้าน ไม่ได้บอกให้รู้
คนที่เสียลูกไป โดยที่ไม่รู้ แล้วยังไม่ได้ไปร่วมส่งลูกเป็นครั้งสุดท้าย คิดดูซิว่ามันน่ารันทดใจแค่ไหน ทำไมคนที่ไม่เคยทำอะไรให้ใคร จึงต้องได้รับเหตุร้ายอย่างนี้ด้วย
ที่ดิฉันเล่ามานี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นทุกอย่าง แต่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างจากเหตุการณ์ทั้งหมด ถ้าจะให้เล่ารวมๆแล้ว
ง่ายๆก็คือหลายคน โดนยิงตาย โดยที่มันบุกเข้าไปยิงในบ้าน ตายต่อหน้าต่อตาลูกเล็กๆ ที่ไม่สามารถช่วยอะไรพ่อได้
หลายคน โดนฟันตาย แล้วยังตัดหัว ทั้งๆที่เขากำลัง เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย หรือ กรีดยางเพื่อทำมาหากินอยู่เท่านั้น
คนเหล่านี้ ใช่ว่ามีแต่ผู้ชาย แต่รวมถึงผู้หญิงและคนแก่ที่อายุไม่น้อยกว่าเจ็ดสิบปี ตอนนี้ ยังลามไปถึงเด็กนักเรียนด้วย
ผู้คนเหล่านี้ ก็ได้แต่มีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจไปวันๆ เช่น เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวบ้าง หลวงพ่อทวดบ้าง หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ
สุดท้ายนี้ เป็นข้อความจากใบปลิว ฉบับหนึ่ง ที่แม่ข้าพเจ้าได้อ่านแล้วเล่าให้ฟัง
1. ให้ไทยพุทธทุกคนออกไปจากที่ดินทำกินทั้งหมดนี้ซะ ให้อยู่ได้แต่คนมุสลิม ถ้าเข้าไปก็จะไม่รับรองความปลอดภัย
2. บ้านทั้งหลาย ถ้าอยากให้มีความปลอดภัยก็ให้เอาเงินไปให้ โต๊ะอิหม่าม ทุกอาทิตย์ (เท่าไหร่จำไม่ได้ )แล้วจะได้ธงเขียวกลับมาปักหน้าบ้าน แล้วจะปลอดภัย
(ที่ต้องเป็นสีเขียวนั้นเพราะเป็นสีประจำศาสนาของอิสลาม)
3. บ้านไหนมีลูกสาวให้จับแต่งงานให้หมด ถ้ายังไม่แต่ง ก็ให้ระวังให้ดี
4. ผู้ชายคนไหนที่มีเมียแล้ว ให้มีเมียอีกได้ ถ้ามีครบ 4 คนแล้ว(ตามหลักของศาสนาอิสลาม) ก็ให้มีเพิ่มอีกได้
เพื่อที่จะได้รีบผลิตสมาชิกใหม่ออกมาช่วยกันทำการแยกดินแดน
แล้วใครกันจะมาเข้าใจความรู้สึกแบบนี้ ถ้าไม่ได้ประสบด้วยตัวเอง รัฐบาลทำเหี้ยไรไม่ได้จริงๆหรอครับ |
||||
|
|